skip to Main Content

4 TIPS ต่อเติมบ้านไม่ให้ทรุด

4 TIPS ต่อเติมบ้านไม่ให้ทรุด

 

บ้านทรุดเป็นปัญหาที่หลาย ๆ ครอบครัวเคยเจอเมื่อพูดกันตามตรงแล้วเรื่องบ้านทรุดถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะเวลาต่อเติมบ้าน จะทรุดมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับพื้นที่และระยะเวลา เช่น บางโครงการถมที่ดินไม่ดีก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาบ้านทรุดได้อย่างรวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็นนั่นเอง หรือแม้กระทั้งการต่อเติมเข้าไปก็เช่นกันก็อาจจะก่อให้เกิดหารทรุดตัวของบ้านได้เร็วกว่าปกติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีบางครอบครัวซื้อบ้านแปลงมุมที่มีพื้นที่เปล่าก็อยากจะต่อเติมข้างบ้าน ต่อเติมหลังบ้าน ต่อเติมห้องครัว เป็นเรื่องธรรมดา วันนี้ทางโครงการมิรารี่จะมาแนะนำ          4 วิธีการต่อเติมบ้านยังไง ให้ถูกวิธีเพื่อชะลอการทรุดตัวของบ้านหรือแทบจะไม่ทรุดตัวเลย

บ้านทรุดคืออะไร?

“บ้านทรุด” คือการที่พื้นดินบริเวณรอบ ๆ บ้านเกิดการทรุดตัวตามระยะเวลาจนเกิดเป็นโพรงใต้คานคอดิน หรือการที่ฐานรากของตัวบ้านทรุดตัวจากหลายสาเหตุเช่น การถมที่ดินที่ไม่แน่นพอ เป็นต้นทำให้ตัวบ้านเกิดรอยแตกร้าว ส่วนต่อเติมของบ้านที่ฝากไว้อยู่ตัวบ้านการทรุดตัวจะทำให้ผนังแยกออกมาจากบ้านหลัก หรือบางหลังที่มีการฝากส่วนต่อเติมเข้ากับโครงสร้างบ้านหลัก อาจเกิดการรั้งตัวบ้านทำให้โครงสร้างของบ้านหลักนั้นเกิดความเสียหายเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยนั่นเองครับ

 

1. ต่อเติมด้านข้าง โดยแยกโครงสร้างออกจากตัวบ้าน

ต่อเติมด้านข้าง โดยแยกโครงสร้างออกจากตัวบ้าน

สำหรับข้อแรกนั้นคือการต่อเติมโดยแยกโครงสร้างที่จะต่อเติมออกจากตัวบ้าน ทางมิรารี่โฮมแนะนำว่าส่วนที่ต่อเติมนั้นไม่ควรที่จะใช้ผนังเดียวกับตัวบ้านหลัก เพราะอะไรหนะหรอ? ก็เพราะว่าถ้าหากส่วนที่ต่อเติมนั้นเกิดการทรุดตัวจะได้มาดึงตัวบ้านหลักของเราทรุดตัวจามไปด้วยนั่นเองครับ สำคัญคือรอยต่อเพราะฉะนั้นควรมีขั้นตอนการทำที่ถูกวิธีอย่างเช่นการใช้โฟมกั้นระหว่างรอยต่อ ก่อนทำการยาแนวด้วย PU หรือ Silicone เป็นต้นครับ

 

เลือกผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ และมีความรู้ในเรื่องการต่อเติมบ้าน

 

2. ลงเสาเข็มถึงชั้นดินแข็ง

มาต่อกันกับข้อที่สอง ในส่วนของการต่อเติมด้านข้างของบ้านนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลงเสาเข็มนั่นเองเพราะจะช่วยลดการทรุดของตัวบ้านได้เป็นอย่างดี โดยปกติแล้วบริเวณใต้ดินนั้นจะแบ่งดินเป็น 2 ส่วนก็คือดินอ่อนและดินแข็ง การลงเสาเข็มนั้นทางมิรารี่โฮมแนะนำว่าหากเป็นไปได้ให้ตอกเสาเข็มลึกลงไปถึงชั้นดินแข็งเลยเพราะเนื่องจากดินบริเวณนั้นจะมีความมั่นคงกว่าตามชื่อของดินเลยเพราะถ้าตอกไม่ลึกมากพอเสาเข็มอาจจะอยู่ในบริเวณชั้นของดินอ่อนแน่นอนว่าเสี่ยงจะทำให้การทรุดตัวของบ้านมีเวลาที่รวดเร็วนั่นเองครับ สำหรับโครงการมิรารี่โฮมใช้เสาเข็ม I 30 ที่ตอกลึกถึงชั้นดินดานหมดห่วงเรื่องบ้านทรุดไปได้เลยครับในส่วนพื้นที่หน้าบ้านหรือโรงรถที่ทางโครงการต่อเติมให้ฟรีสำหรับเฟส 3 ก็ลงเสาเข็มตอกลึกถึงชั้นดินดานมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาล้านทรุดตัวไวอย่างแน่นอนครับ

 

ลงเสาเข็มถึงชั้นดินแข็ง แก้ปัญหาบ้านทรุด

 

3. ไม่ใช้เสาเข็มร่วมกับตัวบ้าน

ในส่วนของข้อสามนี้จะคล้ายๆกับข้อที่หนึ่ง คือการต่อเติมบ้านที่ดี ควรที่จะแยกออกจากตัวบ้านหลักรวมไปถึงการลงเสาเข็มด้วยเช่นกันและไม่ควรใช้เสาเข็มด้านเดียวส่วนอีกด้านนึงใช้ร่วมกับตัวบ้านหลักเพราะจะทำให้เกิดความเสียหายได้ง่ายกว่าการใช้สองด้านรวมไปถึงถ้าเกิดการทรุดตัวขึ้นมาก็จะดึงตัวบ้านหลักลงมาด้วยดีไม่ดีอาจจะพังเลยก็ได้นะถ้าคิดจะต่อเติมบ้านแล้วแนะนำว่าอย่างกเลยดีกว่าเพราะบ้านเราใช้อยู่ในระยะยาวจะได้ไม่ต้องมานั่นแก้ไขทีหลังบางทีอาจจะหมดเงินเยอะกว่าตอนต่อเติมใหม่ ๆ ก็ได้นะครับ

 

เลือกผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ และมีความรู้ในเรื่องการต่อเติมบ้าน

 

4. เลือกผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ และมีความรู้ในเรื่องการต่อเติมบ้าน

ข้อสุดท้ายข้อที่สี่แน่นอนว่าการต่อเติมบ้าน ไม่ว่าจะเป็นต่อเติมด้านข้าง ต่อเติมห้องครัว ต่อเติมหลังบ้าน เป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่เลยจะทำเองก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นยังไงก็ต้องจ้างช่างอยู่ดีสิ่งสำคัญก็คือการเลือกผู้รับเหมาควรเลือกที่มีประสบการณ์ และมีความรู้ในเรื่องของการต่อเติม เพื่อให้ได้ทั้งในเรื่องของคุณภาพที่ดีรวมไปถึงความสวยงามและแน่นอนว่าต้องช่วยชะลอการทรุดตัวของบ้านได้นั่นเองครับ

การต่อเติมบ้านหลัก ๆ แล้วเราควรศึกษาให้รอบครอบก่อนที่จะลงมือต่อเติมเช็คที่ดินว่าถมแน่นดีแล้วหรือยังรวมไปถึงการจ้างผู้รับเหมาที่ชำนาญจริง ๆ มีประสบการณ์ด้านการต่อเติมบ้านจริง ๆ และที่สำคัญเลยคืออย่างกเกินไปอย่างที่เราบอกเพราะว่าบ้านเราต้องใช้อยู่อาศัยไปอีกนานถ้าคิดจะลงทุนแล้วก็เต็มที่แล้วเราจะได้สิ่งที่เราพึงพอใจนั่นเองครับ

สามารถติดต่อปรึกษากับเราได้ที่ line@ Mirari Home หรือ โทร 064-7493515 , 092-4796963 สามารถเข้ามาดูตัวอย่างทาวน์โฮม ที่ตั้งโครงการ โครงการบ้านมิรารี่ โฮม เพชรเกษม – กระทุ่มแบน

 

 

Back To Top